ลงดาบผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต เอาเปรียบลูกค้า ดอกสูง บีบให้จ่ายหนี้ไม่ได้ แล้วยึดทรัพย์มาขายต่อ

Debt

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกโรงเตือนไปยังผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ให้ดูแลการเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมและค่าบริการทางการเงินอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมเพื่อให้เป็นไปตามประกาศ ธปท.ด้านแหล่งข่าวในวงการธุรกิจเช่าซื้อ เปิดเผยว่า หากพิจารณาบรรดาธุรกิจจำนำทะเบียนรถที่ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน(นอนแบงก์) ทำกับลูกหนี้โดยส่วนใหญ่ที่อ้างว่า จำนำทะเบียนนั้นล้วนทำเป็นสัญญาเงินกู้ยืมที่บังคับเอาหลักประกันกับลูกหนี้ทั้งสิ้น

 

ทั้งนี้มีเพียงบางบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเช่าซื้ออย่างตรงไปตรงมา อย่างบริษัทไฮเวย์ จำกัด บริษัท ศรีสวัดิ์คอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน)ผู้ให้บริการสินเชื่อเงินด่วนทันใจ และบริษัท ทิสโก้ ลิสซิ่ง ในเครือธนาคารทิสโก้ ที่มีการทำสัญญาเช่าซื้อถูกกฎหมายตามสัญญามาตรฐานที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนด มีการจำแนกเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมและกำหนดตารางผ่อนชำระค่างวดอย่างชัดเจน ทั้งยังยอมจ่ายภาษีแวต 7%เข้ารัฐ

Debt 2

ขณะที่บริษัทลิสซิ่งรายอื่นๆ รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจ เงินด่วน เงินติดล้อ สินเชื่อรถรายอื่นๆ ต่างหันไปทำ เป็นสัญญาเงินกู้แบบมีหลักประกันที่กำหนดให้ลูกหนี้นำเอารถหรือจักรยานยนต์มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันทั้งสิ้น บางรายบังคับปล่อยกู้ระยะสั้นเพียง 3-4 เดือน ทำให้มีโอกาสที่จะตามไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้เพื่อนำมาขายทอดตลาดฟันกำไรอีกต่อได้ทันที

ภาษี

โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังและธปท.ไม่เคยลงไปตรวจสอบเลยว่า ธุรกิจเหล่านี้ต่างอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเป็นใบเบิกทาง ทำสัญญาเอาเปรียบลูกหนี้ เพราะธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อรายย่อยภายใต้การกำกับที่รัฐเปิดทางให้ผู้ประกอบการคิดดอกเบี้ยได้สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 28-36% ด้วยเห็นว่าสินเชื่อเหล่านี้มีความเสี่ยงสูง แต่สินเชื่อดังกล่าวต้องเป็นสินเชื่อแบบไร้หลักประกันเท่านั้น แต่ธุรกิจจำนำทะเบียนรถส่วนมากอาศัยดังกล่าวเป็นช่องทางหลบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยทำสัญญาเงินกู้ยืมแทนสัญญาเช่าซื้อและคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด 15%

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

Investing Street

Leave a Reply

%d bloggers like this: