ถ้าจุดเข้าเทพ ทุกอย่างจะดีเอง

มีคนเคยบอกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเทรด หรือลงทุนในสินทัพย์ใด ๆ ก็ตาม คือ จุดเข้า ถ้า “จุดเข้าเทพ ทุกอย่างจะดี” ตอนแรกแอดมินได้ฟังก็รู้สึก แปลกใจ แล้วก็มาลองคิดดูว่า เห้ยย!! จริงของเขา ถ้าจุดเข้าเราดี ระยะที่เราออก เราจะออกตอนกำไรตรงไหนก็ได้ จะกำไรมากหรือน้อยก็คือกำไร แต่ถ้าจุดเข้าของเราไม่ดี มันจะลากให้เราขาดทุน .. สรุปแล้ว จุดเข้าดี ชีวิตดี แต่การหาจุดเข้าให้ดี ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

เทรด Forex 1

มันแปลว่า เราต้องโฟกัสที่จุดเข้า ใช่ไหม ?

ใช่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ้น หรือค่าเงิน ก่อนการตัดสินใจเข้าไปเทรดหรือลงทุน เราต้องพิจารณาให้ดีว่าจุดที่เราจะเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การเปิด Long หรือ Short มันใช่จุดที่คุ้มค่าแล้วรึยัง

 

บางคนมีปัญหา รู้ว่าเป็นเทรนด์ลง แต่ใจร้อน รีบเข้า Short ก็เลยโดนลากขาดทุนตอนมันเด้งขึ้นไปทดสอบแนวต้าน ก่อนที่จะวกกลับลงมาตามเทรนด์อีกที ซึ่งตรงนี้ทำให้เราเสียโอกาส เสียกระสุนเทรดไป สุดท้ายก็ปิดกำไรนะ เพียงแต่จะโดนลากให้ใจเสียไปก่อน

 

แล้วจะทำยังไง ให้จุดเข้าของเรา เป็นจุดที่ได้เปรียบจริง ๆ

บางคนเทรดมานาน เชี่ยวชาญการดูกราฟ ดูโซนราคา ก็พอจะกะโซนพฤติกรรมราคาได้ แต่ถ้าเรายังไม่ชำนาญ และไม่แน่ใจความคิดตัวเองว่ามันจะ Bias ไหม เราก็อาจจะใช้ Check List ขึ้นมาช่วย แล้วตั้งกฎกับตัวเองว่า ถ้าทำการบ้านไม่เสร็จ จะยังไม่เข้าไปเทรด

เทรด Forex 2

ไม่ประมาท แม้ว่าจะทำการบ้านมาดีมาก เข้าตรงจุดที่คิดว่าได้เปรียบแล้ว สิ่งที่สำคัญ คือ การเผื่อใจ ในกรณีที่ผิดพลาด .. ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่เรามองไว้ ทางแก้ไขสำรอง คือ อะไร บางคนอาจจะใช้การเทรดค่าเงินอื่น เพื่อหากำไรมาทดแทนไม้ที่ผิดพลาด บางคนอาจจะเน้นเก็บ Cash Flow สั้น ๆ เข้ามาในพอร์ต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ Overtrade เพราะการที่เราเทรดเกินตัว จะทำให้เราแก้ไขความผิดพลาดได้ยาก และมันจะบีบให้เราต้องคัทลอส ล้างพอร์ต หรือไม่ก็โดน Force Sell ไปซะก่อน

เทรด Forex 3

เอาเป็นว่า ใครที่ไม่เคยทำการบ้านก่อนเทรด หรือหลุด วู่วามเทรดแบบลืมตัว ตอนนี้ต้องมาท่องคาถาไว้ในใจสักหน่อยแล้วว่า “จุดเข้าเทพ แล้วทุกอย่างจะดีเอง” ป่ะ เราไปทำการบ้าน วางแผนใหม่กัน ^^

ไม่อยากขี้เกียจ ทำไงดี

เจ้าตัวขี้เกียจ จงออกไปเดี๋ยวนี้!!!! หลายคนก็คงต่อสู่กับนิสัยขี้เกียจของตัวเอง เราน่าจะรู้อยู่แล้วว่า ถ้าเราไม่ขี้เกียจ ชีวิตเราคงจะดีขึ้นกว่านี้ มีความสุขกว่านี้ หรือหาเงินได้มากขึ้นกว่านี้ .. แต่มันก็มาติดที่ว่า เวลาที่ขี้เกียจขึ้นมา เราก็อยากนอน อยากเล่นเกมส์ เรื่อย ๆ เปื่อย ๆ ไป และรู้สึกหมดแรง อ่อนเพลีย เบื่อ ฯลฯ จนสุดท้าย เราก็รู้สึกว่า เราขาดแรงบันดาลใจ

 

เอาล่ะ ๆ ถ้าคุณหลงคลิกเข้ามาอ่าน งั้นมาอ่านให้จบกันว่าจะเอาเจ้าตัวขี้เกียจออกไปได้ยังไง

ให้เริ่มรู้ตัวเอง ว่าเราขี้เกียจเลเวลไหน เพราะอะไร หรือเรารู้สึกยังไงตอนเราขึ้เกียจ

ขี้เกียจ ทำไงดี 1

ใช่แล้ว บางครั้งที่เราขี้เกียจ มันอาจจะเป็นเพราะว่า energy ของร่างกายเราต่ำ

เราต้องแก้ไขด้วยการออกกำลังกาย แล้วมาปรับเรื่องอาหารการกินใหม่

ขี้เกียจ ทำไงดี 2

เราลองปรับอาหารที่เรากินสักนิด ลดอาหารที่น้ำตาลสูงเกินไป เพื่อให้น้ำตาลในเลือดเราคงที่ จากนั้นเราก็มาปรับเรื่องการดื่มน้ำเปล่า ถ้าเราทานกาแฟ เราควรดื่มน้ำเปล่าตามหลังด้วยไป 1-2 แก้วเสมอ

ขี้เกียจ ทำไงดี 3

เมื่อหาสาเหตุเจอแล้ว ต่อมาก็ฝึกเอาชนะใจตัวเองกัน

ขั้นแรก เรามาขอโทษตัวเราเอง ว่า “ฉันขอโทษนะ ที่ทำฉันอนุญาติให้ความขี้เกียจ เข้ามาครอบงำเธอ ทำให้เธอพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต ขอโทษที่ทำให้เธอต้องมีร่างกายที่มีพลังงานต่ำและไม่มีแรงแบบนี้ ต่อไปนี้ ฉันจะดูแลเธอใหม่ ฉันจะทำสิ่งดี ๆ และฉันจะไม่ปล่อยให้ความขี้เกียจมาทำลายอนาคตของเธออีกแล้ว”

 

เมื่อเราอยู่กับตัวเอง คุยกับตัวเองในความคิดมากที่สุด เราจึงต้องขอโทษตัวเองก่อน และสัญญากับตัวเองว่า ต่อไปนี้จะเอาชนะความขี้เกียจ จะไม่ยอมให้เจ้าตัวขี้เกียจมาทำร้ายเราอีกแล้ว

ขี้เกียจ ทำไงดี 4

จากนั้น มาลุยเลย ว่าเราจะทำอะไรต่อไปบ้าง ถ้าเรามีงานค้างไว้ หรือมีสิ่งที่อยากทำให้เสร็จ ค้างไว้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาอังกฤษ การอ่านหนังสือ ติดต่องาน หรือหาความรู้อื่น ๆ เพื่อหาวิธีทำเงินเพิ่ม

 

ลงมือทำตามกฎ 15 นาที

“การลงมือทำทันที “(Do It Now) คือยาพิชิตความขี้เกียจที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเบื่อแค่ไหน เปื่อยแค่ไหน ขอให้คุณลองลงมือทำสักงานนั้น ๆ สัก 15 นาทีก่อน ซึ่งผลงานในช่วง 15 นาทีแรกที่ออกมา อาจจะใช้ไม่ได้เลย แต่นี่จะเป็นรากฐานของความสำเร็จแรก เช่น ไปเดินเล่น 15 นาที พร้อมกับจับจำนวนก้าวที่เดิน หรือแคลอรี่ไปด้วย (เดี๋ยวนี้มีตั้งหลายแอพ ที่วัดแบบนี้ให้เราได้) พอเราลองทำ มันก็จะค่อย ๆ เกิดการจัดระบบใหม่ของความคิด แล้วเราก็จะเริ่มเคารพตัวเองมากขึ้น

 

พอเราเคารพตัวเองมากขึ้น เราก็จะรู้สึกว่าเราพร้อมที่จะทำรายการที่เราควรทำ/ต้องทำต่อไป และพลังกาย พลังใจ ก็จะมากขึ้น จนกำจัดความขี้เกียจได้ในที่สุด

ขี้เกียจ ทำไงดี 5

จบแล้ววว !! เรามาเริ่มปลดปล่อยตัวเอง ให้หลุดพ้นจากความขี้เกียจกันเถอะ

 

 

แจก eBook หนังสือหายากในตำนาน Reminiscences of a Stock Operator | Edwin Lefevre

หนังสือ Reminiscences of a Stock Operator ของ Edwin Lefevre เป็นหนังสือที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อ แต่ถ้าจะพูดให้ชัดเจนว่า เล่มนี่พูดถึง Jesse Livermore เซียนหุ้นในตำนาน ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดนักเก็งกำไรในอดีต จากการที่เขาสามารถทำกำไรได้กว่า 100 ล้านดอลลาร์ จากการ Short ดัชนีในช่วงวิกฤตปี 1929

 

เล่มนี้มีแปลไทยแล้วในชื่อว่า บันทึกลับ เซียนหุ้น ชีวิตของ Jesse Livermore  ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงจุดสุดท้ายนั้นเป็นเหมือนบทละครที่ถูกเขียนได้อย่างครบรสชาติทั้งทุกข์และสุข ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการได้เสพสุขอย่างอภิมหาเศรษฐีแห่งตลาดหุ้น หรือ ยาจกผู้ยากไร้ที่กระทั่งต้องยืมเงินยืมทองจากคนรู้จักมาประทังชีวิต แม้กระทั่งชีวิตรักที่หวานชื่นและขื่นขม… เขาได้กลายเป็นต้นแบบให้กับนักเล่นหุ้นเก็งกำไรผู้ยิ่งใหญ่ของโลกมาเป็นเวลาเกือบร้อยปีอย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ แนวคิดการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค และวิธีการเล่นหุ้นของเขา กลายเป็นเสาหลักของโลกการเก็งกำไร ตราบจนทุกวันนี้ (ข้อมูลจาก http://mangmaoclub.com/reminiscences/)

jesse livermore 1

และถ้าค้นดูเพิ่มเพิ่ม ก็จะเห็นสรุปจากเว็บ http://www.meawbininvestor.com/jesse-livermore/

ที่ได้นำเสนอหลักการเก็งกำไร 30 ข้อของ Jesse Livermore ไว้ว่า

1.ในโลกของการเก็งกำไรหรือการลงทุน ทั้งในตลาดทุนและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่เคยมี “อะไรใหม่” เกิดขึ้นเลย

2.การทำกำไรอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีเป็นเรื่องที่ยากมาก ไม่มีใครได้กำไรทุกวัน

3.อย่าเพิ่งเชื่อเหตุผลของตัวเอง จนกว่าตลาดจะเป็นคนบอกว่า ถูก หรือ ผิด

4.ตลาดไม่เคยผิด ความคิดส่วนตัวของคุณต่างหากที่ผิด

5.การเทรดที่ดี ที่ได้ผลและจับต้องได้ เป็นเม็ดเงินจริงๆ ควรจะเห็นผลกำไรตั้งแต่เริ่มแรก

6.ตราบใดที่หุ้นคุณยังไม่ออกนอกลู่นอกทาง และตลาดก็ยังทำตัวดีอยู่  ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องรีบร้อนทำกำไร

7.อย่าปล่อยให้ “การเก็งกำไร” กลายเป็น “การลงทุน” เด็ดขาด (ซื้อเก็งกำไรแล้วผิดทางต้องขาย อย่าหลอกตัวเองว่าลงทุนระยะยาว)

8.เงินที่เสียจากการ ขายตัดขาดทุน Stop Loss  ถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการ “ทนถือลงทุนเพราะจำเป็น”

9.ห้ามซื้อหุ้นด้วยเหตุผลที่ว่า “ราคามันลงมาเยอะมากแล้วจากจุดสูงเก่า”

10.ห้ามขายหุ้นด้วยเหตุผลที่ว่า “ราคามันดูแพงแล้ว”

jesse livermore 2

11.เมื่อหุ้นสามารถทำจุดสูงใหม่ได้ หลังจากความเคลื่อนไหวที่เป็นปกติ ให้รีบซื้อทันที

12.ความกลัวจะทำให้คุณทำเงินได้จากตลาดน้อยกว่าที่ควรจะได้

13.“ความเป็นมนุษย์” ของเรา คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของนักลงทุนและเทรดเดอร์

14.อย่าได้หวัง “ลมๆแล้งๆ”

15.การเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่มักต้องใช้เวลานานในการก่อตัว

16.การขี้สงสัยมากไป พยายามหาเหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ใช่เรื่องที่ดี

17.การเฝ้าดูจำนวนน้อยๆ ง่ายกว่าจำนวนมากๆ

18.ถ้าคุณไม่สามารถทำเงินจากหุ้นที่เป็นผู้นำ อย่าหวังจะสามารถทำเงินได้จากตลาดโดยรวม

19.ผู้นำของวันนี้ อาจไม่ได้เป็นผู้นำของสองปีข้างหน้า

20.อย่าตัดสินภาพรวมตลาดเป็นบวกหรือลบ เพียงเพราะหุ้นหนึ่งตัวใด ในบางกลุ่มได้เคลื่อนไหวสวนทิศทางของแนวโน้มหลัก

คำคม Jesse Livermore 1

21.มีไม่กี่คนที่ได้เงินจากการเล่นตามข่าว จงระวังข่าววงใน ถ้าเงินหาง่ายขนาดนั้น คงไม่มีใครเอามาแจกคุณฟรีๆหรอก

22.ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น และ ขายเมื่อหุ้นกำลังลง

23.การเล่นหุ้น ไม่มีสูตรใดที่จะให้คุณได้กำไรจากมัน 100%

24.กำไรสามารถดูแลตัวมันเองได้ แต่การขาดทุนนั้นไม่เคยดูแลตัวเอง

25.จำเอาไว้เลยว่า หุ้นไม่มีคำว่าแพงเกินไปที่จะซื้อ หรือถูกเกินไปที่จะขาย

26.วันไหนที่ต้องขาดทุน ผมจะรู้สึกเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดนั้น ผมจะลืมมันภายในชั่วค่ำคืน แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไม่ใส่ใจมันนะ และถ้าคุณไม่ใส่ใจมัน ก็ถือว่ามันเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

27.ถ้าคุณถือหุ้นที่มากเกินไป และไม่สบายใจจนนอนไม่หลับ ทางแก้คือ ให้คุณขายหุ้นออกไปในจุดที่คุณสามารถนอนหลับได้ (Sleeping point)

28.ห้ามถัวเฉลี่ยขาลง เด็ดขาด

29.ซื้อขายตามวิธีการเทรดของตัวเอง และข้อมูลที่ได้รับ

30.ถ้าหุ้นที่ซื้อ ไม่วิ่งไปตามที่คาดหวังไว้ จะต้องไม่รอช้าที่จะขายออกไปทันที ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องถือรอมันในระยะยาว

คำคม Jesse Livermore 2

มาถึงจุดนี้แล้ว ใครสนใจที่จะอ่าน eBook (ภาษาอังกฤษ) ก็เข้าไปอ่านได้ที่
Read e-Book

 

Credit: A TRADER’S NOTES

เครดิตภาพ quotefancy

 

“Carry Trade” คือ อะไร

หลายคนอาจจะเคยได้ยินกลยุทธ์ Carry Trade มานาน แต่อาจจะยังไม่เข้าใจว่า แท้จริงแล้ว มันคืออะไรแล้วทำยังไง งั้นเรามาเรียนรู้ไปพร้อมกันเลยค่ะ

 

“แครี่เทรด” Carry Trade คือการเคลื่อนย้ายเงินจากแหล่งที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ไปหาแหล่งที่ให้ผลตอบแทนที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์ “การเก็งกำไร” ประเภทหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะกับเทรดเดอร์ทุกคน แต่การศึกษาเรื่อง  Carry Trade จะช่วยให้เข้าใจและเห็นภาพการเคลื่อนไหวของค่าเงินได้ดียิ่งขึ้น

money

เรามาลองดูตัวอย่างจากเหตุการณ์จริงในอดีตเมื่อปี 2009

ช่วงนั้นค่าเงินบาท และค่าเงินสกุลต่าง ๆ ในเอเชียแข็งค่ามาก หลังจากสหรัฐเกิดวิกฤต และทำ QE ตอนนั้น Fund Flow ไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเข้ามาซื้อทั้งในตลาดพันธบัตร และตลาดทุน เพื่อเป็นแหล่งพักเงิน

 

แล้วเงิน Carry Trade ตอนนั้นมาได้ยังไง

ตอนนั้นเกิดกระแสเงินที่กู้มาจากสถาบันการเงินในสหรัฐฯที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ มาลงทุนในประเทศที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เหตุการณ์นี้ก็เลยมีชื่อว่า US Carry Trade (ถ้ากู้เงินเยนมาจากญี่ปุ่นก็เรียก Japan Carry Trade)

 

dollar

Carry Trade ของจริง มาแค่เทรดค่าเงินอย่างเดียวไหม ?

อันนั้น ก็ต้องแล้วแต่เทรดเดอร์ แต่ถ้าย้อนไปปลายปี 2009 US Carry Trade ที่เข้ามา ซื้อทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ของไทยด้วย ในปีนั้นต่างชาติ ซื้อสุทธิสะสมหุ้นไทยอยู่ที่ 46,018.63 ล้านบาท (ต้นปี 52-พ.ย.52) ตอนนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.25% (ปัจจุบันอยู่ที่ 1.50%)

 

หวังว่าข้อมูลข้างต้นนี้ น่าจะช่วยคลายข้อสงสัยให้กับคนที่ข้องใจเรื่อง Carry Trade ได้บ้างนะคะ

Investing-Street

อยากมีเงินล้านไว ๆ ลองใช้ Six Jars วิธีบริหารเงินด้วยทฤษฎีระดับโลก ของนักถอดรหัสลับสมองเงินล้านกัน

เชื่อว่าใคร ๆ หลายคน คงเคยได้อ่านหนังสือของ T. Harv Eker  มาบ้างแล้ว และอาจลืมแก่นแท้สำคัญไปว่า เขาได้แนะนำวิธีการบริหารเงินแบบง่าย ที่ทำแล้วรวยได้จริง ล่าสุด บล๊อกของคุณ The Khaeng แห่ง NEXTZY ได้เล่า พร้อมยกตัวอย่างที่ใช้จริงให้ฟัง ดังนี้

 

แต่ก่อนจะลงทฤษฎี Six jar หรือ ทฤษฎีหกไห ขออธิบาย cash flow แบบโคดจะเบสิกๆก่อนเลย

อยากมีเงินล้าน 1

จะเห็นว่า cash flow จะต้องมีทางเข้าและออกเสมอ  แต่คนส่วนใหญ่มักจะใช้เงินแบบภาพข้างบนกัน คือ ทุกอย่างข้าพเจ้ารวมไว้เส้นเดียวเลยง่ายดี ซื้อของ ลงทุน ผ่อนมือถือ ผ่อนรถ กินเหล้ากับเพื่อน ซึ่งนี่คือกรณีของคนที่ยังไม่มีวินัยทางการใช้จ่ายเงินนะ

เลยไม่แปลกใจว่าจะมีซักกี่คนที่มานั่งคิดวางแผนจัดการ cash in กับ cash out อย่างจริงจังให้เป็นระบบ เพราะส่วนหนึ่งเราก็ชินกับการใช้เงินแบบเดิมๆไปละ ทำให้เงินไม่เคยเหลือไปทำอะไรจริงๆจังๆให้กับชีวิตเลย

ซึ่งวันนี้เราจะจัดการให้มันเป็นระบบโดยทฤษฎีหกไหกัน

ทำไมต้องทฤษฎี “หก”ไห
ทฤษฎีนี้เราจะแบ่งเงินจากรายได้ไม่ว่าจะเป็น passive หรือ active ออกเป็นหกไห เพื่อไปใช้จ่ายตามหน้าที่ของแต่ละไห

ซึ่งแต่ละไหจะมีหน้าที่และกฎการใช้เงินที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เราสามารถคลุมการใช้เงินให้อยู่ในแต่ละไหห้ามไปกระทบไหอื่นเด็ดขาดดดดดด !!!

มาเริ่มทำความเข้าใจที่ไหแรกกันก่อน

1 ไห Financial Freedom

อยากมีเงินล้าน 2

 

เรียกสั้นๆว่า FFA
หน้าที่: ใช้ในการลงทุนเพื่อให้งอกเงยเท่านั้น
กฎ: ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ห้ามถอนออกมาเด็ดขาด เงินต้องหมุนอยู่ในไหนี้เท่านั้น
ตัวอย่าง: เทรดหุ้น, ลงกองทุน LTF/RMF, cryptocurrency (เช่น bitcoin), เปิดร้านขายของเพื่อสร้างกำไร หรือการลงทุนอะไรก็แล้วแต่ที่เราลงไปแล้วได้รับผลตอบแทนกลับมาเราจะใช้ไหนี้ทั้งหมด

 

2 ไห Long Term Saving for Spending

อยากมีเงินล้าน 3

เรียกสั้นๆว่า LTSS
ชื่อตรงตัวมากๆ เป็นไหเพื่อการใช้จ่ายในระยาว

LTSS1
หน้าที่: เพื่อใช้จ่ายในส่วนค่าเสื่อมต่างๆ และอะไรที่ต้องเก็บเงินระยาวเพื่อซื้อ
ตัวอย่าง: ค่าเสื่อมต่างๆ เช่น สิ่งของชำรุด, รถพัง, มือถือตกหน้าจอแตก, การเจ็บป่วยต่างๆ และส่ิงของที่ต้องเก็บเงินระยาวเพื่อซื้อ เช่น มือถือ, มอเตอร์ไซค์, รถยนต์, บ้าน
กฎ: ใช้ตามที่บอกเท่านั้นคือ ค่าเสื่อมทั้งหลาย และอะไรที่ต้องเก็บระยาวเพื่อซื้อ
NOTE: พวกประกันต่างๆเรามองว่ามันเป็น LTSS1 ของเราก็ได้นะ เช่น ประกันสุขภาพ เพราะมันจ่ายให้เรายามเจ็บป่วย

LTSS2
ไหนี้เป็นไหสำคัญมากนะเพราะมันจะเป็นเงินสำรองฉุกเฉินของเราจริงๆ เวลาเราเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในชีวิต เช่น ตกงานหรือ income ไม่มีเข้ามาเลยในช่วงเวลาหนึ่ง
หน้าที่: เพื่อใช้จ่ายให้อยู่รอดใน 6 เดือน (คำนวนมากจาก ไห NEC x 6 ครับ)
กฎ: ห้ามนำเงินจากไหนี้ออกเป็นอันขาดดดดดด จนกว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในชีวิต

 

3 ไห PLAY

อยากมีเงินล้าน 4

หน้าที่: ผลาญให้หมดเพื่อสนองความต้องการตัวเอง
กฎ: ความสนุกของไหนี้คือห้ามเก็บเงินในไหนี้เกิน 3 เดือนต้องผลาญให้หมด
ตัวอย่าง: เที่ยว, นัดสังสรรค์กับเพื่อน, เดทกับแฟน, ซื้อของที่อยากได้, ซื้อเกมส์
NOTE: ไหนี้มีเหตุผลอยู่ว่าทำไมต้องผลาญให้หมด เพราะคุณต้องให้รางวัลตัวเองบ้าง รางวัลที่คุณเหนื่อยในการหาเงินมาหรือ รางวัลที่คุณได้จากการไปถึง goal ที่ตั้งไว้

 

4 ไห Education

อยากมีเงินล้าน 5

หน้าที่: เป็นไหที่ใช้จ่ายเพื่อ “พัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ”
กฎ: ใช้จ่ายแต่ในส่วนพัฒนาตัวเองเท่านั้น
ตัวอย่าง: คอร์สออนไลน์, เรียนภาษาอังกฤษ, เรียนเรื่องการลงทุน, การเรียนรู้ต่างๆที่ต้องใช้เงินแลกเปลี่ยน

 

5 ไห GIVE

อยากมีเงินล้าน 6

หน้าที่: ไหนี้ใช้จ่ายเชิงบริจาคทั้งหมด
กฎ: ไม่มีอะไรมากใช้จ่ายตามหน้าที่เท่านั้น
ตัวอย่าง: ทำบุญ, บริจาคให้บ้านเด็กกำพร้า, งานแต่งเพื่อน, งานศพ, งานการกุศลต่างๆ
6 ไห Necessities Account

อยากมีเงินล้าน 7

หน้าที่: ใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันเดือนต่อเดือนให้พอ
กฎ: ต้องใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันเท่านั้น อะไรไม่ใช่ให้ไปดูไหอื่นทันที
ตัวอย่าง: ค่าหอ, ค่ากิน, ค่าโทรศัพท์, ค่าไฟ/ค่าน้ำ, ค่าอินเตอร์เน็ต และพวกค่าใช้จ่ายรายเดือนทั้งหลาย
NOTE: ไหนี้จากประสบการณ์จะคงที่ในทุกเดือน แกว่งไปมานิดหน่อย เช่น ใช้จ่าย 10,000+10% บาท/เดือน

 

ข้อดีของการแบ่ง income เป็นหกไห
พอคุณสามารถแบ่งเงินออกเป็นหกไห ส่ิงที่คุณจะได้ คือ ถ้าอยากจะลงทุน ก็ลงทุนแค่ในไห FFA เท่านั้นถ้าเสียก็แค่ในไห FFA เท่านั้นไม่กระทบกับส่วนอื่นๆ กล้าได้กล้าเสียมากขึ้นซึ่งเรามองว่ามันดีนะ ดีกว่ามานั่งพะวงปล่อยโอกาสการลงทุนให้มันหลุดมือเราไปเพราะไม่เคยกันเงินส่วนนี้ไว้เลย

 

Mindset การใช้เงินคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีมากขึ้น คุณจะเริ่มตระหนักกับ cash flow ตัวเองมากขึ้น ซึ่งมันดีมาก ๆ ต่อตัวคุณเองในอนาคต

อยากมีเงินล้าน 8

เครดิตภาพ: Wiki และ The Khaeng แห่ง NEXTZY

แจกคอร์สเรียนฟรี สำหรับคนที่อยากทำ Financial Model เรียนจบ รับ license ของ CFI ไปเลย

ปัจจุบัน แหล่งความรู้ที่สอนให้ฟรีมีอยู่มาก และวันนี้ก็เป็นอีกคอร์สเรียนหนึ่งที่ทาง The Corporate Finance Institute (CFI) ได้เปิดขึ้นมาให้กับคนที่อยากพัฒนาความรู้ทางการเงินแบบเน้นสายอาชีพ

Accounting Fundamentals
Accounting Fundamentals

โดยคอร์สที่เปิดให้เรียนฟรี ได้แก่
1. Accounting Fundamentals
2. Reading Financial Statements
3. Fixed Income Fundamentals
4. Excel Crash Course – Spreadsheet Formulas for Corporate Finance
5. Introduction to Corporate Finance

คอร์สเรียนการเงิน Level 1

เรียกได้ว่า คอร์สเหล่านี้เป็นคอร์สพื้นฐานที่ทำให้สามารถอ่านงบทางการเงินแบบสากลได้ และสามารถทำ Financial Model เพื่อวิเคราะห์และประเมินมูลค่ากิจการ ผ่านตัว Excel ได้ด้วยเช่นกัน .. ใครที่ยังไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นทำ Excel ยังไง ทาง CFI ก็มีตัวไฟล์ให้ดาวน์โหลดมาทดลองทำกันอีกด้วย ถ้าพิจารณาโครงสร้างของคอร์สเรียนแล้ว เราจะเห็นได้ว่า 6 คอร์สที่ให้เราได้เรียนฟรีนั้น เป็นพื้นฐาน เลเวล 1

ฉะนั้นแล้ว ถ้าเราอยากต่อยอด เราก็ดูวิชาที่เขาสอนในเลเวล 2 ไว้ แล้วค่อยหาคอร์สเรียนจากแหล่งอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อต่อยอด เช่น M&A ไปจนถึงการทำ VBA Models ซึ่งยุคนี้ หาเรียนได้ง่ายมากในยูทูป

 

DCF-Analysis-Infographic
DCF-Analysis-Infographic

 

ข้อดีของการเรียนกับ CFI คือ ภาพประกอบที่เขานำมาสอนนั้น มีความสวยงามและเข้าใจได้ง่าย แม้ว่าการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้มีความน่ากลัวแต่อย่างใด สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง เพราะว่าเราสามารถกดอ่าน Sub ภาษาอังกฤษประกอบได้

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถไปเข้าเรียนได้ที่
https://corporatefinanceinstitute.com/

คุณมี PRE-TRADE CHECKLIST กันแล้วหรือยัง ?

ในชีวิตประจำวันของเรา หากเรามี to do list หรือมี checklist แล้ว ข้อดีของมันก็คือ มันจะช่วยให้เราโฟกัสได้ดีมากขึ้น และถ้าเราลองใช้ checklist เข้ามาก่อนทำการเทรดทุกครั้งด้วยแล้ว มันจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราได้บันทึก log บันทึก stat ความสำเร็จ ความผิดพลาด และจุดบอดที่เราเองอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ได้เร็วยิ่งขึ้น

Pre-Trade Checklist

เราอาจจะใช้ Excel มาทำ Pre-Trade Checklist ก็ได้ หรือถ้าไม่ถนัด ก็อาจจะจดในกระดาษ หรือสมุดที่เราใช้บันทึกการเทรดของเราอยู่แล้ว และแน่นอนว่า แต่ละคนมีสไตล์ มีวิธีไม่เหมือนกัน ฉะนั้นแล้ว หากเราลองมาแอบดูโพยชาวบ้าน แล้วเอาไปปรับปรุง เอาไปประยุกต์ สักหน่อยก็น่าจะดีเลยทีเดียว

 

นี่คือตัวอย่าง Pre-Trade Checklist ที่คุณ  Paul Robinson, Market Analyst ได้เสนอไว้ แล้วตารางก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยนะคะ

1 คุณมี PRE-TRADE CHECKLIST กันแล้วหรือยัง

เริ่มจากทำการบ้าน ไร่เรียงไปทีละข้อ ดังนี้

1 เลือกคู่เทรด

2 ระบุทิศทางว่าจะ Long หรือ Short

3 ให้เขียนลงไปว่า ใช้ Time Frame ไหนพิจารณาอยู่

4 ให้ตอบว่า ราคาตอนนี้ใช่แนวรับ/แนวต้าน แล้วหรือยัง

5 เช็คโซนของมัน ตามความถนัดของเครื่องมือที่เราใช้ เช่น แนว Fibo ว่ามันมาถึงโซนสำคัญหรือไม่

6 สำหรับคนที่ใช้กราฟแท่งเทียน ก็ให้พิจารณาต่อว่า แท่งเทียนตอนนี้ เป็นลักษณะ Bearish หรือ Bullish รึเปล่า

7 คำนวณ Risk: Reward Ratio ว่าคุ้มหรือไม่ ที่จะเข้าเทรดในทิศทางนั้น ๆ

8 ขั้นตอนสุดท้าย คือ ตอบว่า สมควรเทรด หรือไม่สมควรเทรด โดยพิจารณาจากเงื่อนไขข้อที่ 4-7

 

2 คุณมี PRE-TRADE CHECKLIST กันแล้วหรือยัง

 

หาก Reward มากกว่า Risk นั่นแปลว่า เรามีโอกาสที่จะเทรดชนะ มากกว่าแพ้ แต่ถ้าลองพิจารณาแล้ว Risk สูงกว่า เราก็เปลี่ยนคู่ไปดูตัวอื่น ๆ คู่เงินอื่น ๆ ต่อไป

 

สุดท้ายนี้ การทำ Pre-Trade Checklist ไม่ได้การันตีผลกำไร แต่มันช่วยให้เราคิดรอบคอบมากขึ้น ก่อนที่จะเข้าไปเทรดทุกครั้งนะคะ ถ้าใครชื่นชอบ ก็ลองเอาไปประยุกต์ใช้ดูกันได้เลยค่ะ

 

เครดิต Paul Robinson, Market Analyst

5 สิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จทำกันทุกเช้า

ลองปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาเพื่อรับความสำเร็จในแต่ละวัน โดยการนำนิสัยที่จะทำให้คุณเป็นคนมีประสิทธิภาพสูงเหล่านี้ไปใช้กัน

 

จากรายงานของ Inc.Magazine พบว่าคนที่ตื่นเช้าจะเป็นคนที่มีความมั่นใจมากกว่าและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาทำอะไรถึงทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ? ต่อไปนี้เป็นนิสัย 5 อย่างที่คนที่ประสบความสำเร็จใช้พัฒนาตนเองเพื่อเริ่มต้นแต่ละวันไปในแนวทางที่ถูกต้อง

 

1.ตื่นแต่เช้าตรู่

ตื่นเช้า

คนในอาชีพต่าง ๆ และนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก นับตั้งแต่แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ซีอีโอของบริษัทสแควร์ (Square Inc.) ไปจนถึงมาร์กาเรต แทชเชอร์ (Margaret Thatcher) อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษต่างก็เชื่อในการเริ่มต้นวันใหม่ตอนเช้าตรู่

 

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นพวกนกฮูกกลางคืน ลองทำตามคำท้าเรื่องความท้าทายในเจ็ดวัน ที่คิดขึ้นมาโดยราเชล กิลเลต (Rachel Gillett)แห่งบริษัทฟาสต์ (Fast Company)ดู โดยคลิกลิ้งค์ที่ตามมานี้เพื่อลองดูว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อราเชลและผู้อ่านของเธอตื่นขึ้นมาตอน “เช้าตรู่อย่างบ้าคลั่ง” เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

 

2.หาเวลาออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย แม้จะเป็นเวลาเล็กน้อยแค่ 30 นาทีทุก ๆ เช้า ก็สามารถทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้ในโลกของการทำงานตลอดทั้งวันของคุณ ความจริงแล้ว เมื่อคุณออกกำลังกายในตอนเช้า ระบบเผาผลาญของคุณจะเริ่มทำงาน และจะยังคงทำงานต่ออีกหลายชั่วโมง ซึ่งช่วยทำให้คุณรู้สึกมีพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน พยายามหาเวลาในตอนเช้าเพื่อออกกำลังกาย ก่อนที่วันทำงานของคุณจะเริ่มขึ้น แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถอดทนกับการเข้าฟิตเนสได้ใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นลองเช็ควิดีโอสำหรับ การออกกำลังกาย 30 นาที จากเว็บไซต์ Health.com นี้ดู

 

 

3.ทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ

อาหารเช้า

ข้อนี้คงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมากตั้งแต่ตอนนี้เลยเพราะเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่ทั้งนักวิทยาศาสตร์และคนที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพต่าง ๆ ต่างก็เห็นประโยชน์ที่ได้จากการทานอาหารเช้าดี ๆเนื่องจากอาหารเช้าให้สารอาหารและพลังงานที่จำเป็นในการกระโดดออกไปเริ่มต้นวันใหม่หลังจากอดอาหารมาเป็นเวลาหกถึงสิบชั่วโมงในตอนกลางคืนนอกจากนี้ คุณจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจสูงที่สุดในตอนเช้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะมีผลต่ออารมณ์การตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่เหลือ คุณมีเวลาในตอนเช้าไม่มากนักใช่ไหม? ถ้างั้นก็ควรเตรียมมื้อเช้าของคุณเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนกลางคืน และลองหนึ่งใน 34 เมนูอาหารเช้าเพื่อสุขภาพสำหรับตอนเช้าที่ยุ่งเหยิงเหล่านี้ดู

 

4.นั่งสมาธิ

meditation

จากรายงานของหนังสือพิมพ์ออนไลน์อย่าง HuffingtonPost กล่าวว่า การนั่งสมาธิจะช่วยลดระดับความเครียด ปรับปรุงการทำหน้าที่ของประสาทการรับรู้ให้ดีขึ้น ช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเกิดประสิทธิผลในการทำงานได้ นอกจากนี้ยังช่วยแม้กระทั่งเรื่องการปรับสภาพร่างกายภายนอกของคุณให้ดีขึ้นได้ด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้นำองค์กรหลายคนจึงค้นพบว่า การนั่งสมาธิช่วยทำให้พวกเขาสามารถจัดการกับความเครียด และก้าวเดินไปในหน้าที่ที่ต้องแบกรับความกดดันสูงได้เป็นอย่างดี แพดมาสรี วอริเออร์ (Padmasree Warrior)ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยีและกลยุทธ์ของบริษัทซิสโก้ซิสเตม (Cisco System, Inc.)เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ไว้ว่า การนั่งสมาธิ “เป็นเหมือนการรีสตาร์ทสมองและจิตวิญญานของคุณขึ้นมาใหม่” การใช้เวลาสองสามนาทีเพื่อนั่งสมาธิในทุก ๆ เช้าสามารถทำให้จิตใจของคุณมีสติและร่างกายของคุณมีพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ในช่วงเวลาที่เหลือของวัน ลองเช็คลิสต์รายการ แอพพลิเคชั่นเพื่อการนั่งสมาธิอันดับต้น ๆ สำหรับไอโฟนหรือแอนดรอยส์ นี้ดูเพื่อเรียนรู้วิธีในการเริ่มต้นนั่งสมาธิ

 

5.จินตนาการภาพที่จะเกิดขึ้นในแต่ละวัน

ทำงาน

เบนจามิน แฟรงคลินพูดถูกที่ว่า: “ถ้าคุณวางแผนไม่เป็นล่ะก็ คุณก็กำลังวางแผนที่จะล้มเหลวแล้วล่ะ” คนที่ประสบความสำเร็จมีแนวโน้มว่าจะเป็นคนที่ชอบจดลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน และเป็นนักวางแผนที่มีชื่อเสียง คุณจึงควรแบ่งเวลาสักสองสามนาทีในตอนเช้าเพื่อวางแผนสิ่งที่จะทำในช่วงเวลาที่เหลือของวันนั้น ๆ ออกมา และคิดด้วยว่างานไหนสำคัญที่สุดที่ควรต้องทำให้เสร็จก่อนคุณควรจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ และทำให้เสร็จตั้งแต่ช่วงเช้าของวันในตอนที่คุณยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจสูงอยู่ ลองคิดดูว่าสิ่งที่คุณทำในวันนี้ช่วยส่งเสริมเป้าหมายที่ใหญ่กว่าในชีวิตของคุณได้อย่างไร และพยายามมองภาพให้ออกว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าคุณไปถึงจุดนั้นแล้ว การตระหนักถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตปัจจุบันของคุณจะช่วยทำให้คุณมีแรงจูงใจเป็นอย่างสูงในตอนที่คุณต้องทำงานที่ตัวเองชอบน้อยที่สุดอยู่

 

Reference: http://info.theladders.com และ http://www.centralsmartjobs.com

เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกประจำปี 2018

นิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) ประกาศผลการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2018 เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 6 มีนาคม(ตามเวลาท้องถิ่น) ว่า ตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ตกเป็นของ นายเจฟฟ์ เบซอส ชาวอเมริกัน วัย 54 ปี ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง”แอมะซอน” (Amazon) บริษัทค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่ โดยมีสินทรัพย์สุทธิตามประเมินอยู่ที่ประมาณ 112,000 ล้านดอลลาร์ (3,513,970 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 2 เท่า อันเป็นผลมาจากการที่มูลค่าหุ้นของแอมะซอนพุ่งสูงขึ้นถึง 59 % ในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา

New Richest Man 1
New Richest Man

ส่วนอันดับที่ 2 ได้แก่ นายบิล เกตส์ ชาวอเมริกัน วัย 62 ปี ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ แชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว ที่มีสินทรัพย์ราว 90,000 ล้านดอลลาร์ (2,823,720 ล้านบาท) ซึ่งปีนี้นับเป็นช่องว่างระหว่างมหาเศรษฐีอันดับ 1 และ 2 ของโลก ที่ห่างกันมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Bill Gates

สำหรับมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของโลกในปีนี้ ยังคงเป็นนักลงทุนระดับตำนานชาวอเมริกันวัย 87 ปี นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มีสินทรัพย์ 84,000 ล้านดอลลาร์ (2,635,480 ล้านบาท)

Warren Buffett

อันดับ 4 นายแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ ชาวฝรั่งเศสวัย 69 ปี เจ้าของบริษัทแอลวีเอ็มเอช 72,000 ล้านดอลลาร์ (2,258,980 ล้านบาท) ผู้ถือหุ้นหลักของ หลุยส์ วิตตอง คริสเตียน ดิออร์ จิวองชี่ พราด้า ฯลฯ ขยับจากอันดับที่ 11 เมื่อปีที่แล้ว

Bernard Arnault

ขณะที่ นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ชาวอเมริกันวัย 33 ปี เจ้าของบริษัทเฟซบุ๊ก มีสินทรัพย์ 71,000 ล้านดอลลาร์ (2,227,600 ล้านบาท) ตามเข้ามาในอันดับที่ 5

mark zuckerberg
mark zuckerberg

ส่วนอันดับอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 766 หลังจากที่ปีก่อน อยู่อันดับที่ 544 โดยมีสินทรัพย์ 3,100 ล้านดอลลาร์ (97,260 ล้านบาท) น้อยกว่าปีที่แล้ว 400 ล้านดอลลาร์

President Trump
President Trump

ที่มา: http://www.naewna.com

กฏเหล็กการลงทุน 5 ข้อ ของ Michael Lee-Chin จากเด็กกำพร้ายากจน สู่มหาเศรษฐี 2 พันล้านเหรียญ

Michael Lee-Chin เกิดในครอบครัวยากจนในจาไมก้า และกำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก ต่อสู้จนได้ทุนการศึกษาวิศวกรโยธา ในแคนาดา หลังจากจบปริญญาโท เริ่มงานในบริษัทบริหารกองทุน จนได้เป็นผู้จัดการสาขา

เมื่ออายุ 32 ปี ได้กู้ยืมเงิน $500,000 เพื่อซื้อหุ้นของบริษัทการเงิน Makenzie หลังจากนั้น 4 ปี ราคาหุ้นขึ้นไปถึง 7 เท่า เขาใช้กำไรจากการขายหุ้น เข้าซื้อบริษัทบริหารกองทุนเล็กๆชื่อ AIC ซึ่งบริหารกองทุนขนาด $800,000 และภายในระยะ 20 ปี สามารถเพิ่มขนาดกองทุนเป็น $15,000 ล้านเหรียญ ทำให้ปัจจุบัน เขามีสินทรัพย์ $2,000 ล้านเหรียญ และเป็นผู้บริหารกองทุน Portland

Michael Lee-Chin

1 ให้ซื้อหุ้นคุณภาพดีเยี่ยมเพียงไม่กี่ตัว

 

2 ต้องมั่นใจว่าเราเข้าใจในบริษัทที่ลงทุน

 

3 ต้องมั่นใจว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

 

4 ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริษัทมีการกู้ยืมเงินที่สมเหตุสมผล

 

5 ให้ถือหุ้นบริษัทเหล่านั้นในระยะยาว

 

 

Michael Lee-Chin 2

เขามีหลักในการเลือกบริษัทที่จะเข้าลงทุน ดังนี้

 

1 บริษัทนั้นให้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนสูง (หรือให้ ROE สูงนั่นเอง)

 

2 บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง

 

3 ผู้บริหารมีความสามารถในการสร้างธุรกิจ และทุ่มเทกับการทำงาน

 

4 บริษัทนั้นมีโอกาสในการเป็นบริษัทระดับโลก

 

5 มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน

 

6 มีสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี

 

และทั้งหมดนี้ คือ เคล็ดลับในการลงทุน ของเด็กที่เกิดในครอบครับที่ยากจน แล้วต่อสู้ดิ้นรน ในเส้นทางของนักลงทุนจนกลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีสินทรัพย์กว่า 2 พันล้านเหรียญ

life-linear-ups-downs-deal-trough-defines
life-linear-ups-downs-deal-trough-defines

เครดิตข้อมูลเพจหุ้น Value Investing

https://www.facebook.com/valueinvestingth/posts/411555995681165

ขอขอบคุณแอดมินเพจที่เผยแพร่และแบ่งปันมา ณ โอกาสนี้ค่ะ

เครดิตภาพ DOLCE