บาทอ่อนค่าสุดในรอบ 1-2 เดือนแล้ว หลัง ‘บอนด์ยิวด์’ สหรัฐพุ่ง

เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องทำสถิติใหม่ที่ระดับ 31.47 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในรอบ 1 เดือน หลังจากที่ ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแรงทำนิวโฮ มาอยู่ที่ 2.97% ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า มันเป็นตัวสะท้อน ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และนั่นอาจจะทำให้เฟดสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 3 ครั้งในปีนี้

GDP US Q1 2018

และเมื่อวันศุกร์ ที่ 27 เม.ย. 2561 ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือ GDP ของสหรัฐ ไตรมาส 1เติบโตถึง 2.3% (สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่มองไว้ว่าจะโต 2.0%)

สำหรับ “แบงก์ชาติ” ของไทยเอง ก็คลายกังวล เรื่องเงินไหลเข้า โดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เริ่มเห็นการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทย บ้างแล้ว แต่สถานการณ์โดยรวมยังไม่น่ากังวล เพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น อยู่แล้ว หลังธนาคารกลางประเทศอุตสาหกรรมหลักได้ปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ธปท 02

แม้ว่า “นักลงทุนต่างประเทศจะขายพันธบัตรต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่ต้องตกใจ หรือกังวล เพราะอยู่ในสภาวะที่คาดการณ์ ว่าจะต้องเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้กระทบต่อภาพรวม การระดมทุน หรือต้นทุนการเงินของประเทศ”

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  กรุงเทพธุรกิจ และ Bloomberg

ดอลลาร์ดีดตัว เมื่อเฟดเริ่มสื่อว่าจะ “ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย”

ความเห็นของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในช่วงที่ผ่านมา ค่อยข้างน่าสนใจ และดูจะประคองเศรษฐกิจสหรัฐในอนาคตต่อได้อีก เมื่อ นายแคปแลน สาขาดัลลัส ออกมาบอกว่า เขาเองมองว่าน่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และ 3 ครั้งในปีหน้า โดยอยู่ในรูปแบบที่ค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากไม่ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดอลลาร์

ในขณะที่ นายคาสคารี่ ประธาน Fed สาขามินนาโพลิสได้กล่าวว่าในเวลานี้ยังไม่เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย และให้ติดตามอัตราเงิเฟ้อเป็นหลัก

 

อ้างอิงข้อมูลจาก เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ – April 17, 2018

ทำไมเฟดถึงเคร่งครัดกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ !!

ยิ่งใกล้วาระการตัดสินใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed หรือ FOMC ที่จะมีการประชุมในระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคมนี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) ค่าเงินก็ยิ่งผันผวนโดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์

เนื่องจาก ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ แข็งแกร่ง แต่ตัวเลขค่าจ้างงานรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้นเพียง 0.15% จากที่ก่อนหน้านี้คาดการณ์ไว้ที่ 0.2%

 

สำหรับสาเหตุที่เฟดควรปรับขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ ด้านนายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตัน มองว่าการปรับลดภาษี และการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐ รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐต่อไป

Fed Funds Rates และ Inflation
Fed Funds Rates และ Inflation

หากมองที่ภาพด้านบนนี้

เส้นสีฟ้า คือ Fed Funds Rates

เส้นสีขาว คือ U.S. Inflation ที่วัดจากค่า CPI (ดัชนีราคาผู้บริโค)

ก็จะเห็นได้ว่า เงินเฟ้อได้แซงหน้า อัตราดอกเบี้ยไปแล้ว … หลายคนาจจะเกิดคำถามว่า เฟด ดู PCE หรือดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Personal Consumption Expenditures) มากกว่า ไม่ใช่หรอ ? เมื่อลองค้นขอมูลดู ก็พบว่า ไม่ว่าจะดู CPI หรือ PCE ทั้งคู่ก็ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างชัดเจน

เฟด PCE เงินเฟ้อ

และถ้ามองให้ลึกลงไป จะเห็นตัว PCE ฟื้นตัวมากในกลุ่ม Service

เฟด PCE เงินเฟ้อ Service

อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์สหรัฐฯเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินส่วนใหญ่ จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้ามาตรการกีดกันการค้าต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่หลายประเทศก็เตรียมมาตรการตอบโต้สหรัฐฯเช่นกัน ซึ่งทำให้มีแนวโน้มสูงที่สหรัฐฯจะขาดดุลการค้ามากขึ้น

 

สำหรับการประชุมรอบนี้นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 20-21 มีนาคมนี้ และมีแนวโน้มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ครั้งในปีนี้ แต่ความกังวลว่าดอลลาร์สหรัฐฯจะอ่อนค่าต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการถือดอลลาร์สหรัฐฯลดลง

 

นี่ยังไม่ได้คำนึงถึงประเด็นหนี้ของสหรัฐเอง ที่เป็นระเบิดเวลา รอคอยการปะทุขึ้น ไว้บทความหน้า แอดมินจะขุดข้อมูลมาให้ดู ว่าสหรัฐ สร้างหนี้ไว้กับใครอย่างไร ถ้าเศรษฐกิจเมกาพัง ใครจะล้มตามเป็นโดมิโน่

The U.S. Debt

แล้วเจอกันในเพจเร็ว ๆ นี้

 

แหล่งอ้างอิง ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย และ Yardeni Research, Inc.