เพราะคิดว่าเงินน้อย ก็เลยยอมล้างพอร์ตได้ !! ใครเคยคิด เคยทำแบบนี้ .. ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว

มีมือใหม่หลายคนเคยเข้ามาลองเทรดฟอเร็กซ์ (Forex) โดยเริ่มจากเงินน้อย ๆ แล้วคิดว่า ถ้ามันเสียไปทั้งหมดก็ไม่เป็นไร ส่วนใหญ่ ตอนเริ่มต้น มักจะใส่เงินมาประมาณ 3 พันกว่าบาท หรือใส่มาแถว ๆ 100 USD

 

หลังจากนั้นก็จะเริ่มเทรด เทรดแบบ ไม่ได้ทำการบ้านมา เทรดแบบปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ และพอเริ่มเสีย ก็อัด lot ใหญ่ overtrade เข้าไป ด้วยความโลภอยากได้กำไรคืนมาเร็ว ๆ และก็ยังคิดต่อว่า ถ้าเสียก็ช่างมัน เงินไม่เยอะ สุดท้ายก็เลยยอมล้างพอร์ต

 

ใครที่เคยคิด และเคยทำแบบนี้ แล้วบังเอิญว่าอ่านมาจนถึงตอนนี้ ต้องปรับปรุงด่วน !!

 

เพราะว่ามันเป็นเมล็ดความคิด ที่ปลูกฝังการไร้วินัย ความมักง่าย และมันจะพาให้เราล้างพอร์ต ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเราสร้างเหตุผลผิด ๆ ในการเสียเงินมารองรับ และถ้าทำบ่อย ๆ เข้าก็จะติดเป็นนิสัย จากเสียเงินน้อย ก็จะสะสม กลายเป็นเสียเงินมาก

Forex

เมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองกำลังโลภ อยากเอาคืน ต้องฝึกให้หยุด ตั้งสติใหม่ แล้วกลับไปตั้งค่าบัญชีใหม่ กำหนด leverage ไม่เกิน 1:50 ก็พอแล้ว จากนั้นกลับมาคิดใหม่ว่า เงิน 3 พันกว่าบาทก็มีค่านะ และเราค่อย ๆ ปั้นให้มันโตได้ พยายามรักษามันให้ดีที่สุด เราต้องพยายามบริหารความเสี่ยง

 

การจัดการเงินหน้าตักให้ดี หรือบริการ MM (Money Management) เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ ที่ทำให้เทรดเดอร์ ยังอยู่รอดได้ในตลาด Forex

money

มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะเทรดถูกทางทุกครั้ง แต่เทคนิคที่จะทำให้เราไม่ล้างพอร์ต ไม่เจ๊ง และไม่ต้องมาเจ็บปวดด้วยเรื่องแบบนี้ มีทางเดียว คือ เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ .. จำไว้ว่า เงินน้อยก็มากได้ ถ้าบริหารดี ๆ และที่สำคัญ ต้องมี Mindset ว่า จะไม่ยอมเสียมันไปแบบโง่ ๆ เพราะความโลภ ถ้าจะผิดพลาด ก็ต้องรู้ว่า เราผิดเพราะทำการบ้านมาไม่ดีพอ หรือเพราะมีบางเหตุการณ์ที่ทำให้ทิศทางผันผวนรุนแรง เกินที่เราคาดการณ์ไว้ สมมติเช่น อยู่ดี ๆ ก็มีสงครามในประเทศตะวันออก แล้วทำให้ราคาทองคำผันผวนหนักมาก เป็นต้น

 

เงิน 3 พันกว่าบาท ก็คือเงินนะ รักษามันไว้ให้ดี อย่ายอมเสียมันไปง่าย ๆ อีกล่ะ แต่ถ้าจะต้องเสียไป ก็ขอให้ได้บทเรียนที่คุ้มค่ามาจริง ๆ

 

แอดมินขอเป็นกำลังใจให้เทรดเดอร์ที่มีความมุ่งมั่น และพยายามพัฒนาความรู้ในการเทรดทุกคนนะคะ

Sentiment ค่าเงินปอนด์อ่อนค่า หลังเงินเฟ้อของอังกฤษยังชะลอตัว

BoE ธนาคารกลางอังกฤษ

ในช่วงที่ผ่านมาตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI YoY) ของอังกฤษ อยู่ที่ระดับ 2.5% น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.7%

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษยังส่งสัญญาณชะลอตัว โดยปรับขึ้นเพียง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ +0.3%

นั่นทำให้สามรถคาดเดาได้ว่า เดือนหน้าธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) น่าจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย

ค่าเงินปอนด์

 

เมื่อมาดูข้อมูลเกี่ยวกับการเทรดของเรดเดอร์และนักลงทุน ตอนนี้เทรดเดอร์รายย่อย 56.3% ถือสถานะ net-long และสถานะ long ในสัปดาห์นี้ น้อยกว่าสัปดาห์ก่อนประมาณ 5.7% ข้อมูลนี้ เป็นการรวบรวมจากคุณ  Dylan Jusino และเขาได้มองว่า เมื่อรายย่อยสวนใหญ่เปิด net-long ในคู่เงิน GBPUSD แล้ว ราคาน่าจะไปในทางตรงข้ามกันรายย่อย คือ ค่าเงินปอนด์ควรจะอ่อนค่าลง

 

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และ dailyfx.com

จับตาการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) 26 เมษายนนี้

สัปดาห์หน้า มีประเด็นที่ต้องติดตาม สำหรับเทรดเดอร์ที่ทำการเทรดค่าเงินยูโร หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วได้มีการปรับตัวลงมาเล็กน้อย ล่าสุด นายปีเตอร์ แพรท หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารกลางยูโร (ECB) ออกมาบอกว่า การดำเนินนโนบายทางการเงิน ยังคงต้องทำโดยรอบคอบ เพราะว่าอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ต่ำ แถมดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจเยอรมนี (ZEW) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ -8.2 ในเดือนเมษายน ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ -1.0

ZEW
ZEW

นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อยูโรโซนปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.3% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 1.4% เนื่องจากตลาดมีความกังวลต่อสงครามการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมา

Draghi
Draghi

Note: ตัวเลขย้อนหลัง
ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เมื่อวันที่ 8 มี.ค. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.40%

 

อ้างอิงข้อมูลจาก การเงินธนาคาร และ เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ

คุณเห็นความร่ำรวยของคนอื่น แต่ไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังต้องทุ่มเทเพียงใด

หนทางสู่ความร่ำรวย มีให้เห็นกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะมาจากการค้าขาย หรือการเทรดในตลาดหุ้น ค่าเงิน ทองคำ ฯลฯ แต่ว่าเบื้องหลังนั้น เกิดจากความทุ่มเท เกิดจากการล้มเหลวมาก่อน ทั้งนั้น

 

วันนี้แอดมิน ถึงอยากนำเสนอเรื่องราวของแอดมินอีกท่านหนึ่ง ที่เข้ามาช่วยดูแลเพจตั้งแต่ต้น และเขาก็อยู่ในวงการการเทรดค่าเงินมาประมาณ 5-6 ปีแล้ว โดยเขาตั้งคติไว้เลยว่า ชีวิตนี้จะไม่ขายคอร์สเด็ดขาด .. และอุดมการณ์ของเขา คือ “ความรู้มีไว้แบ่งปัน ส่วนเงินก็ไปหาจากตลาดกันเอาเอง“

 

เรามาเริ่มต้น ดูสิ่งที่แอดมินอีกท่านได้แนะนำไว้กันเลยค่ะ

 

“เชื่อว่าหลายๆคนรู้สึกเหมือนกันว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม”

ถ้าวันนี้ต้องการพัฒนาประสิทธิภาพการเทรดเราจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี ?

 

เอางี้นะ ถามตัวเองก่อนว่า เราเข้ามาในตลาดเพื่ออะไร ถามตัวเอง คุณมีใคร หรืออะไร เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาการเทรด ในทุกๆวัน?  เอาให้เคลียร์ ทำไมต้องถามตัวเอง แบบจริงจัง …..ก็เพื่อให้เรา “โฟกัสกับเป้าหมาย” พอเรารู้แล้วว่าเราเข้ามาทำอะไร  ก็ลุยกันโลดดด

stay-focused
stay-focused

ตอนสมัยที่แอดมินเริ่มต้นเทรดใหม่ๆ  ก็พยายามพัฒนาความรู้  พยายามแสวงหาวิธีการขั้นเทพ เข้าคอร์ส อบรมต่างๆ สมัยนั้นสนใจอ่านแต่เทคนิคอล เพราะอ่านแนวพื้นฐานแล้วไม่ใช่แนว หนังสือ เครื่องมือทางเทคนิค ต่าง ๆ เอามาทดลองใช้  เสียเวลา เสียเงิน ไปก็มาก สรุป !! ขาดทุนเหมือนเดิม อ่าวววเห้ยยยย เกิดอะไรขึ้นวะ !

 

จากการพูดคุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในการเทรด  คนเหล่านั้นใช้เพียงวิธีการง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน และที่สำคัญเค้าทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ เราก็ลองไปใช้วิธีการของเค้าก็ยังทำได้ไม่ดี เพราะว่าเครื่องมือที่ใช้ มันก็เข้ากับนิสัยของแต่ละคน   บางคนถนัดแท่งเทียน  บางคนถนัด EMA และสุดท้าย คำถามสำคัญที่ต้องถาม คือว่า เรามีอัตราความผิดพลาดเท่าไหร่ มี Draw Down ,Risk Reward Ratio ,Consecutive loss เป็นยังไง

 

หากเทรดเดอร์เข้าใจหลักการบริหารเงินทุน หลักการบริหารความเสี่ยง เครื่องมือเทคนิคทีมีความแม่นยำ 25% ก็สามารถทำกำไรระยะยาวให้ท่านได้ ยกตัวอย่างสูตรประเมินความคาดหวังของเทคนิค (Expectancy)

Expectancy= (ค่าเฉลี่ยPipที่กำไร x %Winของเทคนิค) – (ค่าเฉลี่ย Pipที่ขาดทุน x %Lossของเทคนิค)

Expectancy
Expectancy

ค่า Expectancy มีค่าเป็นบวก หมายถึงเทคนิคที่ใช้สามารถทำกำไรได้ในระยะยยาว แต่ถ้ามีค่าเป็นลบ หมายถึงในระยะยาวแล้วเทคนิคนี้มีโอกาสล้างพอร์ตสูง  และอื่นๆ อะไรแบบนี้ ไม่มีใครถามว่าชนะครั้งนึงได้เท่าไร่ซักคน

 

ระบบเทรดที่ดีจะต้องไม่กระทบกับจิดใจด้วย เพราะอะไร เพราะไม่ว่าระบบ วิธีการ หรือเครื่องมือต่างๆจะดีแค่ไหนก็ไม่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จใจการเทรด ถ้าสภาพจิตใจเราไม่มั่นคง

 

วิธีการฝึกเทรดให้ได้กำไรสม่ำเสมอที่แท้จริง  จึงต้องเริ่มจากการ “รู้จักตัวเอง”

การยอมรับข้อผิดพลาดของระบบ  แล้วสร้างวิธีการ จังหวะเข้าออก การจัดการเงินทุนให้เหมาะสม

เสริมจุดอ่อน พัฒนาจุดแข็ง  ไม่เจ๊งออกจากตลาดไปเสียก่อน

เริ่มจากการจดบันทึกสถิติ จำนวนการผิด จำนวนเงินที่ขาดทุน

 

จดอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดทันที แล้วดูพฤติกรรมที่เราทำออกไปว่าเราตัดสินใจกับมัน จดแล้วแบ่งแยกมันออกมาให้ชัดเจน

แล้วปรับปรุงไปเรื่อย ๆ

 

มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ช่วยพัฒนาการเทรด คือวินัย

วินัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องการเทรดนะ ทุกอย่างเลยในการใช้ชีวิต ตั้งแต่ตื่น นอน อาหารการกิน การออกกำลังกาย สังคม อารมณ์ ความรู้สึก สิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อม

วินัยในการเทรด
วินัยในการเทรด

จะเห็นได้ชัดเลยว่า ถ้าเราจะเอาจริงกับการเทรด ให้ประสบความสำเร็จ เราต้องพัฒนาตัวเองในหลาย ๆ ด้าน ทั้งความรู้ ทั้งสภาวะอารมณ์ การควบคุมตัวเอง การมีวินัยในชีวิต ไม่สามารถการันตีความสำเร็จในการเทรดได้ทันที จากภาพพีระมิดข้างบนนี้ เราเห็นชัดเลยว่า รากฐานเกิดจากการเรียนรู้กระบวนการ ที่ทำแล้วใช้ได้ เกิดประสิทธิผลก่อน เพราะ เทรดเดอร์ที่เทรดมานาน ๆ จะรู้กฎกติกาของตลาดดี รู้จักเครื่องมือ รู้วิธีทำกำไร แต่หลายครั้งก็ผิดพลาด และเสียเงินมาก เพราะไม่ได้ควบคุมตัวเองให้ทำตามแผน หรือวินัยที่ตั้งไว้นั่นเอง

 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และช่วยให้เทรดเดอร์ทุกท่าน เข้าใกล้ความสำเร็จในการเทรดมากยิ่งขึ้นนะคะ

คุณมี PRE-TRADE CHECKLIST กันแล้วหรือยัง ?

ในชีวิตประจำวันของเรา หากเรามี to do list หรือมี checklist แล้ว ข้อดีของมันก็คือ มันจะช่วยให้เราโฟกัสได้ดีมากขึ้น และถ้าเราลองใช้ checklist เข้ามาก่อนทำการเทรดทุกครั้งด้วยแล้ว มันจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราได้บันทึก log บันทึก stat ความสำเร็จ ความผิดพลาด และจุดบอดที่เราเองอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ได้เร็วยิ่งขึ้น

Pre-Trade Checklist

เราอาจจะใช้ Excel มาทำ Pre-Trade Checklist ก็ได้ หรือถ้าไม่ถนัด ก็อาจจะจดในกระดาษ หรือสมุดที่เราใช้บันทึกการเทรดของเราอยู่แล้ว และแน่นอนว่า แต่ละคนมีสไตล์ มีวิธีไม่เหมือนกัน ฉะนั้นแล้ว หากเราลองมาแอบดูโพยชาวบ้าน แล้วเอาไปปรับปรุง เอาไปประยุกต์ สักหน่อยก็น่าจะดีเลยทีเดียว

 

นี่คือตัวอย่าง Pre-Trade Checklist ที่คุณ  Paul Robinson, Market Analyst ได้เสนอไว้ แล้วตารางก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยนะคะ

1 คุณมี PRE-TRADE CHECKLIST กันแล้วหรือยัง

เริ่มจากทำการบ้าน ไร่เรียงไปทีละข้อ ดังนี้

1 เลือกคู่เทรด

2 ระบุทิศทางว่าจะ Long หรือ Short

3 ให้เขียนลงไปว่า ใช้ Time Frame ไหนพิจารณาอยู่

4 ให้ตอบว่า ราคาตอนนี้ใช่แนวรับ/แนวต้าน แล้วหรือยัง

5 เช็คโซนของมัน ตามความถนัดของเครื่องมือที่เราใช้ เช่น แนว Fibo ว่ามันมาถึงโซนสำคัญหรือไม่

6 สำหรับคนที่ใช้กราฟแท่งเทียน ก็ให้พิจารณาต่อว่า แท่งเทียนตอนนี้ เป็นลักษณะ Bearish หรือ Bullish รึเปล่า

7 คำนวณ Risk: Reward Ratio ว่าคุ้มหรือไม่ ที่จะเข้าเทรดในทิศทางนั้น ๆ

8 ขั้นตอนสุดท้าย คือ ตอบว่า สมควรเทรด หรือไม่สมควรเทรด โดยพิจารณาจากเงื่อนไขข้อที่ 4-7

 

2 คุณมี PRE-TRADE CHECKLIST กันแล้วหรือยัง

 

หาก Reward มากกว่า Risk นั่นแปลว่า เรามีโอกาสที่จะเทรดชนะ มากกว่าแพ้ แต่ถ้าลองพิจารณาแล้ว Risk สูงกว่า เราก็เปลี่ยนคู่ไปดูตัวอื่น ๆ คู่เงินอื่น ๆ ต่อไป

 

สุดท้ายนี้ การทำ Pre-Trade Checklist ไม่ได้การันตีผลกำไร แต่มันช่วยให้เราคิดรอบคอบมากขึ้น ก่อนที่จะเข้าไปเทรดทุกครั้งนะคะ ถ้าใครชื่นชอบ ก็ลองเอาไปประยุกต์ใช้ดูกันได้เลยค่ะ

 

เครดิต Paul Robinson, Market Analyst