ซีไอเอ็มบีไทยปรับลดเป้าจีดีพีเหลือ 3.7% จาก 4% หลังเลื่อนเลือกตั้ง มองสวนทางสำนักวิจัยอื่น

สรุปข่าววันนี้ ประเด็นที่เทรดเดอร์ไทยต้องติดตามในช่วงสงกรานต์ ก็หนีไม่พ้น “เวิลด์แบงก์เปิดประมาณการจีดีพีไทยปีนี้เติบโต 4.1% ลงทุน-บริโภคฟื้นตัวชัด แนะพัฒนาด้านการศึกษา-ทักษะเพื่อเติบโตยั่งยืน ด้านซีไอเอ็มบีไทยปรับลดเป้าจีดีพีเหลือ 3.7% จาก 4% กังวลนโยบายเศรษฐกิจไม่ต่อเนื่องหลังเลื่อนเลือกตั้ง ด้านแบงก์ชาติประเมินปี 61-62 เศรษฐกิจโตได้ 4.1%”

 

  • นายอูลริค ซาเกา ผู้อำนวยการ ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย มาเลเซีย ออกมามองเชิงบวกว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 4.1% จาก ปีก่อนโต 3.9%

wb

  • ในขณะที่นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย บอกว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม เเพราะว่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวนั้น ยังขยายแบบไม่ทั่วถึง
  • และนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ร้อยละ 4.1 เช่นเดียวกับปี 62 ที่จะขยายตัวได้ในระดับเดียวกัน โดยมีปัจจัยบวกมาจากการส่งออก

ธปท

ในขณะที่ทางซีไอเอ็มบีไทยปรับลดเป้าจีดีพี สวนทางสำนักวิจัยอื่น

  • นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (CIMBT) เปิดเผยว่า สำนักวิจัยได้ปรับประมาณการจีดีพีปี 2561 ไว้ที่ 3.7% จากเดิมที่ 4% เนื่องจากการเลื่อนเลือกตั้งรัฐบาลออกไป รวมถึงปัจจัยลบทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาจส่งผลให้เอกชนชะลอลงทุน

 

อ้างอิงข้อมูลจาก ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

แบงก์ชาติปรับคาดการณ์จีดีพีไทยขึ้นเป็น 4.1% จากเดิม 3.9%

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปี 2561 ธปท.ได้ปรับคาดการณ์จีดีพีไทยขึ้นเป็น 4.1% จากเดิม 3.9% เพราะมีปัจจัยบวก จากการส่งออก การท่องเที่ยว และบริโภคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงมีสัญญาณการลงทุนภาครัฐและการลงทุนเอกชนที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ก.พ.การส่งออกไทยโต 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าขยายตัวดีอย่างต่อเนื่องในเกือบทุกหมวดสินค้า อาทิ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนฯ ปิโตรเลียม ฯลฯ สวนทางกับกลุ่มสินค้าเกษตรที่หดตัวลงตามมูลค่า เช่น ราคายางพาราที่ปรับตัวลงจากฐานสูงเมื่อปีก่อน ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรโดยเฉพาะในกลุ่มยางและปาล์มช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ติดลบ แต่เชื่อว่าทั้งปีราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวดีขึ้น

container

“ปัจจัยที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่อเนื่อง  ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่จะทยอยเห็นการลงทุนตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นและนำสู่การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น” นายดอนกล่าว

นายดอนกล่าวถึงความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ ซึ่งต้องติดตามมาตรการกีดกันทางการค้า และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของแต่ละประเทศ ส่วนความเสี่ยงในประเทศยังต้องจับตากำลังซื้อของไทยที่ยังไม่กระจายตัว ซึ่งคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังหากภาครัฐเริ่มกระตุ้นผ่านนโยบายเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การใช้งบกลางปีเข้าสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย น่าจะช่วยผลักดันให้กำลังซื้อภายในประเทศดีขึ้นได้

ค่าเงินบาท มีนาคม 2561
ค่าเงินบาท มีนาคม 2561

เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ธปท.มองว่าหลังจากนี้จะยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงกดดันจากปัจจัยนอกประเทศ โดยเฉพาะมาตรการต่าง ๆ ของสหรัฐและการเคลื่อนไหวของเงินทุน แต่คาดว่าเดือน มี.ค.นี้ค่าความผันผวนเงินบาทจะลดลงมาอยู่ที่ 4% จากเดือน ก.พ.ที่อยู่ระดับ 6% อย่างไรก็ตาม มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันการแข็งค่าของเงินบาทยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและไม่กระทบกำไรของผู้ส่งออกมากนัก

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 – 4 เม.ย. 2561

หวั่นสิ้นปี 61 เงินบาทแข็งค่า 29 บาทต่อดอลลาร์ ฉุดส่งออกวูบ รายได้ในรูปเงินบาทลดลงครั้งแรกในรอบ 12 เดือน

นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย) กล่าวว่า แม้เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด จึแต่หากมอง แนวโน้มในอีก 2 ปีข้างหน้า พบว่าเฟดมีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยมากกว่าที่เคยพูดไว้ โดยปรับขึ้นปีนี้ 3 ครั้ง ปีหน้า 3 ครั้ง และปีถัดไปอีก 2 ครั้ง รวม 8 ครั้ง จากเดิมบอกว่าจะปรับขึ้น 7 ครั้ง

สำหรับผลกระทบต่อค่าเงินบาท

สแตนชาร์ดมองค่าเงินบาทในช่วงกลางปีนี้อยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์และปลายปีอยู่ที่ 29 บาทต่อดอลลาร์

Thai Baht

ส่วนทางด้านนางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน ก.พ.61 ไทยมีมูลค่าการส่งออก 20,365.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.26% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12

 

เมื่อ คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 643,705.8 ล้านบาท ลดลง 0.56% ลดลง ครั้งแรกในรอบ 12 เดือน นับจากเดือน ก.พ.60 ที่ลดลง 5.28% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 19,557.6 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 16.0% เมื่อ คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 626,231.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.69% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 807.6 ล้านเหรียญฯ หรือ 17,474.5 ล้านบาท

export การส่งออก

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งเริ่ม ทำให้รายได้ของผู้ส่งออกในรูปเงินบาทลดลงแล้ว โดยเดือน ก.พ.61 ลดลง 0.56% ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนว ทางแก้ไขปัญหา หากยังปล่อยให้แข็งค่าไปเรื่อยๆ จะทำให้รายได้ของผู้ส่งออกลดลงไปเรื่อยๆ” นางสาวพิมพ์ชนกกล่าว

 

Source – ไทยโพสต์ และ กรุงเทพธุรกิจ March 23, 2018

กำลังซื้อทรุดหนักในรอบ 10 ปี รายได้คงที่ แต่หนี้สูงขึ้น

แนวโน้มตลาดผู้บริโภคในปีนี้ ประเมินว่ายังคงเป็นปีที่ยากลำบากในการทำตลาด และคาดว่าอาจติดลบได้ถึง 1%

ตลาดผู้บริโภคปี 2561 มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องถึง 1% หลังผู้บริโภครายได้คงที่ แต่หนี้ยังคงสูงอยู่ ถ้าลองดูเมื่อปีที่ผ่านมา ถือว่าตลาดตกต่ำสูงสุดรอบ 10 ปี เหลือมูลค่ากว่า 4.42 แสนล้านเท่านั้น โดยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มโดนหนักสุด คือ ติดลบไป 2.4% เพราะคนพิจารณาตัดรายจ่ายได้ง่าย และเลือกกินของที่ถูกกว่าแทน

 

ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบทำให้สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) หรือ FMCG (Fast Moving Consumer Goods)  ตกต่ำมาโดยตลอด ล่าสุด บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์)ฯ ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคเชิงลึก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ได้ออกมาบอกว่า การเติบโตของกลุ่มสินค้าดังกล่าว ในปี 2560 ที่ลดต่ำลงมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยอัตราการเติบโตที่ติดลบ 0.4% มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 4.42แสนล้านบาท

Fast Moving Consumer Goods
Fast Moving Consumer Goods

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออัตราการเติบโตของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค คือ ภาวะเศรษฐกิจและความระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภคทั้งประเทศ ขณะที่รายได้ของผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น ตามภาวะเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพที่สูงขึ้น สวนทางกับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชนที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นายอิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้อำนวยการด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงผลการศึกษาชุด “สรุปภาพรวมตลาด FMCG ในปี 2560และแนวโน้มปี 2561-2562 พร้อปัจจัยที่กระทบต่อการเติบโตและการปรับกลยุทธ์” พบว่าภาพรวมของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ได้ลดลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ที่มีอัตราการเติบโต 2.6% ปี 2558 มีอัตราการเติบโต 2.2% ปี 2559 มีอัตราการเติบโต 1.7% และในปี 2560 ติดลบ  0.4% ดังกล่าว นับว่าเป็นอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่ที่ได้เกิดวิกฤติด้านการเงินในปี 2550 เป็นต้นมา จากที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าหากสถานการณ์เลวร้าย  สินค้าคอนซูเมอร์จะติดลบเพียง 0.1% เท่านั้น

Mobile

จากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อในรอบปีที่ผ่านมายังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น ยังส่งผลกระทบให้พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย คือ ผู้บริโภคลด จำนวนครั้งในการออกไปซื้อสินค้า แม้ว่าผู้ประกอบการผู้ค้าปลีกจะออกแคมเปญโปรโมชันจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นความถี่ในการซื้อสินค้าให้เพิ่มมากขึ้นได้ และผู้บริโภคยังมีพฤติกรรมชอบเปลี่ยนแหล่งช็อปปิ้งไปเรื่อย ๆ เพื่อแสวงหาสินค้าและโปรโมชันที่มีความคุ้มค่าและประหยัดเงินมากที่สุด

แหล่งอ้างอิง ฐานเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่แนวโน้มหนี้ครัวเรือนแห่เพิ่มขึ้น ผลกระทบการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนยังคงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยดูจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 5.6% ในไตรมาส 3/2560 เป็น 6.1% ในไตรมาส 4/2560

 

ส่วนสินเชื่อเพื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น 8.4% ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ พบว่าเอ็นพีแอล (NLP) หรือหนี้เสียลดลงต่อเนื่องในทุกกลุ่มสินเชื่อ ซึ่งหมายความว่า ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น

เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

สำหรับแนวโน้มปี 2561 คาดว่าการกู้ยืมของภาคครัวเรือนจะสูงขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปี 2560 เนื่องจากความเชื่อมั่นของครัวเรือนที่ดีขึ้นจะทำให้ความต้องการใช้จ่ายปรับตัวขึ้น แต่สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะไม่สูงขึ้นมาก เนื่องจากเศรษฐกิจจะขยายตัว ขณะที่รายได้ของประชาชนสูงขึ้นตามแนวโน้ม ค่าจ้าง ที่คาดว่าจะเพิ่มเฉลี่ย 4% ประเด็นของภาคครัวเรือนปีนี้น่าจะอยู่ที่เรื่องทางสังคม สุขภาพ คุณภาพชีวิต มากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ

 

และอีกประเด็นที่ต้องระวัง คือ ผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เพราะ ตลาดแรงงานมีแนวโน้มที่จะใช้เทคโนโลยีทดแทนกระบวนการผลิตมากขึ้น รวมถึงงานบริการที่มีกระบวนการทำงานซ้ำ เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการถูกทดแทน

 

แหล่งอ้างอิง โพสต์ ทูเดย์ และ เว็บไซต์ไทยรัฐ

เครดิตภาพ M3 Wealth Advisors