“ไทยพาณิชย์” ทยอยปิดแล้ว 7 สาขา ตั้งเป้าทั้งปี ปิด 200 แห่ง

นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคล และผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขา ธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวว่า ครึ่งปีแรกของปีนี้ธนาคารมีแผนลดสาขาลง 100 สาขา เนื่องจากเห็นแล้วว่าธุรกรรมใน 100 สาขานั้นลดลง ลูกค้าใช้ออนไลน์มากขึ้น โดยปีนี้ธนาคารตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าโมบายแบงกิ้ง 10 ล้านราย โดยการยกเลิกค่าธรรมเนียมก็ช่วยขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น

 

สรุปประเด็นสำคัญ

  • สาขาที่ลดลง ส่วนใหญ่เป็นแบบสาขาดั้งเดิม stand alone ที่ธุรกรรมค่อนข้างน้อย ส่วนที่มีธุรกรรมเยอะคือสาขาในห้าง (อินมอลล์)
  • ภาพรวมปริมาณการทำธุรกรรมของธนาคารไทยพาณิชย์ ณ สิ้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา เติบโต 30.3 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
  • การทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลเติบโตสูงขึ้น 187.3 % ธุรกรรมผ่านเครื่องอัตโนมัติ (เอทีเอ็มและซีดีเอ็ม)เพิ่มขึ้น 7.1 % ในขณะที่การทำธุรกรรมผ่านสาขาลดลง 6.3 %

scb

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารพาณิชย์มีการเปิดสาขามากกว่าปิดสาขา โดยมีสาขาทั้งหมด 6,789 แห่ง เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2560 จำนวน 5 แห่ง โดยธนาคารที่มีการเปิดสาขามากกว่าปิดมากที่สุด คือ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย มีสาขาเพิ่ม 13 แห่ง มาอยู่ที่ 145 แห่ง รองลงมาคือ ธนาคารกสิกรไทยเพิ่มขึ้น 3 แห่ง อยู่ที่ 1,032 แห่ง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพิ่มขึ้น 2 แห่ง อยู่ที่ 665 แห่ง และธนาคารกรุงเทพ มีสาขาเพิ่ม 1 แห่ง รวมเป็น 1,167 แห่ง

 

ส่วนธนาคารที่มีการปิดสาขามากกว่าเปิดสูงสุดคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ลดลง 7 แห่ง เหลือ 1,154 แห่ง ธนาคารธนชาต ลดลง 4 แห่งเหลือ 520 แห่ง ธนาคารกรุงไทย ลดลง 2 แห่งอยู่ที่ 1,119 แห่ง และธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ลดลง 2 แห่งเหลือ 84 แห่ง

 

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก: กรุงเทพธุรกิจ

เครดิตภาพ congluan.vn และ scb

บลจ.ไทยพาณิชย์ เล็งตั้ง”คริปโตเคอเรนซีฟันด์”

คุณสมิทธ์ พนมยงค์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “บริษัทมีแนวคิดจัดตั้งกองทุน คริปโตเคอเรนซีฟันด์ เพื่อไปลงทุน ในคริปโตเคอเรนซี (เงินดิจิทัล) โดยช่วงแรกอาจลงทุนในบิทคอยน์ฟิวเจอร์ ผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าในต่างประเทศ  ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ถึงแผน การจัดตั้งกองทุนดังกล่าว”

สมิทธ์ พนมยงค์
สมิทธ์ พนมยงค์

อย่างไรก็ตาม การออกกองทุนประเภทนี้เหมาะกับนักลงทุนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เช่น ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ เรื่องเงินดิจิทัล เพราะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก แม้แต่นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูง ก็อาจจะยังไม่เพียงพอ

 

“เท่าที่เราหารือก.ล.ต.ที่ผ่านมา ทาง ก.ล.ต. ไม่ขัดข้อง เพราะบิทคอยน์ฟิวเจอร์ส มีกฎหมายรองรับ แต่เรายังต้องศึกษาให้รอบคอบและดูความพร้อมของตลาดก่อนที่จะออก”

 

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2561 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากสิ้นปีที่แล้วทำได้ 1.37 ล้านล้านบาท นับวาเป็นที่จับมามองมาก ๆ สำหรับการตั้งเป้าหมายนี้

บลจ.ไทยพาณิชย์
บลจ.ไทยพาณิชย์

แต่เมื่อมาดูอีกฝั่งนึง ก็จะเห็นว่า ทางฝั่ง ก.ล.ต.เอง คุณณัฐญา นิยมานุสร ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานก.ล.ต.กล่าวว่า เกณฑ์ของก.ล.ต.ในปัจจุบัน ยังไม่เปิดให้กองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนรายย่อย ไปลงทุนในสินทรัพย์ประเทศเงินดิจิทัลหรือการเสนอขายหน่วยเงินดิจิทัลแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(ไอซีโอ) ได้ และปัจจุบัน ก็ยังไม่มี บลจ. ใดเสนอจัดตั้งกองทุนดังกล่าว

 

จึงสรุปได้ว่า แม้จะยังไม่มีหน่วยงานใดรองรับ แต่ทาง บลจ.ไทยพาณิชย์เองก็ยังคงศึกษาต่อถึงความเป็นไปได้ และหาแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่นักลงทุนในอนาคตต่อไป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ และ ประชาชาติธุรกิจ – Feb 23, 2018